รัฐบาลทหารเมียนมาตำหนิตะวันตก “แทรกแซง”

กระทรวงการต่างประเทศในกรุงเนปิดอว์เตือน “กลุ่มประเทศตะวันตก” ปฏิบัติตามอนุสัญญาเวียนนาและกฎบัตรยูเอ็น ขณะที่สหรัฐเดินหน้าแสดงท่าที “อยู่เคียงข้าง” ชาวเมียนมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ว่ากระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาเผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเนื้อหาสำคัญในตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการที่สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) และกลุ่มชาติตะวันตก “บางประเทศ” พร้อมใจกันออกมา “แสดงความวิตกกังวล” ต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นภายในเมียนมา
 
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศในกรุงเนปิดอว์ได้ตอบคำถามไปแล้ว 2 ครั้ง ในรูปแบบการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอล กับตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตของนานาประเทศ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. และการออกแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากสถานเอกอัครราชทูตตะวันตก และบางประเทศ เข้าข่ายเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนกฎบัตรยูเอ็น ละเมิดมาตรา 41 แห่งอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉบับปี 2504 ที่ระบุชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่การทูตต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐซึ่งตนประจำการอยู่ และไม่ควรก้าวก่ายกิจการภายในของรัฐแห่งนั้น
 
ขณะเดียวกัน เนื้อหาในแถลงการณ์ยังคงเน้นว่า การเข้ามาของกองทัพเมียนมา หรือทัตมาดอว์ ในฐานะคณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. นั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของประเทศทุกประการ นั่นคือรัฐธรรมนูญที่กองทัพบัญญัติขึ้น เมื่อปี 2551
 
ในอีกด้านหนึ่ง นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลอวชิงตันจะเดินหน้า “มาตรการที่หนักแน่น” ต่อหน่วยงานแห่งใดก็ตามในเมียนมา ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ซึ่งออกมาชุมนุมเรียกร้องการฟื้นคืนรัฐบาลพลเรือน อนึ่ง การปราบปรามการชุมนุมของฝ่ายความมั่นคงเมียนมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย